การทางพิเศษแห่งประเทศไทย : Expressway Authority of Thailand

-
  • วิสัยทัศน์ (ปี ๒๕๕๕) ทางเลือกที่คุ้มค่า พัฒนาก้าวไกล ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หน่วยงานดีเด่นด้านความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ ปีงบประมาณ ๒๕๕๓(รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณจาก นายกรัฐมนตรี)

- ทางพิเศษเฉลิมมหานคร

วันที่แก้ไขข้อมูล : 6 ธันวาคม 2554

บริการทางพิเศษเฉลิมมหานคร

          กทพ. ได้เปิดให้บริการทางพิเศษเฉลิมมหานคร เพื่อเชื่อมการคมนาคมขนส่งระหว่างภาคต่าง ๆ ของประเทศเข้าด้วยกัน โดยไม่ต้องเดินทางผ่านการจราจรหนาแน่น  ในใจกลางกรุงเทพมหานคร ช่วยลดปริมาณการจราจรที่คับคั่ง บนถนนระดับดิน รวมทั้งช่วยให้การขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือคลองเตยกับภาคต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความสะดวกและรวดเร็ว    มีระยะทางทั้งสิ้น 27.1 กม. ประกอบด้วย

 

            1) สายดินแดง-ท่าเรือ           ระยะทาง  8.9 กม.       เปิดให้บริการในวันที่ 29 ต.ค. 2524

            2) สายบางนา-ท่าเรือ            ระยะทาง  7.9 กม.       เปิดให้บริการในวันที่ 17 ม.ค. 2526

            3) สายดาวคะนอง-ท่าเรือ       ระยะทาง 10.3 กม.      เปิดให้บริการในวันที่ 5 ธ.ค. 2530

            4) การปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลง เพิ่มเติม 3 บริเวณ

               - ทางแยกต่างระดับคลองเตย                             เปิดให้บริการในวันที่ 19 เม.ย. 2539

               - ทางลงถนนสุขุมวิท                                      เปิดให้บริการในวันที่ 7 พ.ย. 2539

               - ทางลงถนนเพชรบุรี                                      เปิดให้บริการในวันที่ 15 ก.พ. 2540

 

               กทพ. ได้เปิดให้บริการทางพิเศษศรีรัชซึ่งเชื่อมต่อกับทางพิเศษเฉลิมมหานคร เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2536 โดยได้มีการกำหนดสัดส่วนการแบ่งรายได้ค่าผ่านทางของทางพิเศษเฉลิมมหานครและทางพิเศษศรีรัช ส่วน A และ B ตามสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ระหว่าง กทพ. กับบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BECL) ดังนี้

 

                                                                                                                           กทพ.             BECL

9 ปีแรกนับจากวันเปิดใช้งาน                                                                       40%            60%

(2 ก.ย.2536-1 ก.ย.2545)

ระยะเวลาระหว่าง 9 ปีแรกและ 9 ปีสุดท้าย                                                     50%            50%

(2 ก.ย.2545-28 ก.พ.2554)

9 ปีสุดท้ายของระยะเวลาสัญญา                                                                   60%            40%

(1 มี.ค.2554-28 ก.พ.2563)

 

            อัตราค่าผ่านทางพิเศษ  ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2551 (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดย กทพ. รับภาระแทนผู้ใช้บริการ)

            รถ 4 ล้อ                คันละ   45 บาท

            รถ 6-10 ล้อ            คันละ   70 บาท

            รถมากกว่า 10 ล้อ      คันละ 100 บาท

หมายเหตุ ยกเว้นด่านอาจณรงค์ (บางนา) ลดอัตราค่าผ่านทางรถทุกประเภท 5 บาท


สะพานพระราม 9 
          สะพานเสาขึง ระนาบเดี่ยวแห่งแรกของประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อ สะพานพระราม9 เพื่อเป็น
สิริมงคล เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 60 พรรษา

          สะพานพระราม 9 เป็นส่วนหนึ่งของทางด่วนเฉลิมมหานคร สายดาวคะนอง-ท่าเรือ ช่วงที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามีลักษณะเป็นสะพานชนิด Single Plane Fan Type Cable-Stayed Bridge หรือสะพานขึงโดยใช้สายเคเบิ้ลขนาดใหญ่ขึงเป็นระนาบเดี่ยวไว้กับเสาสูงของ สะพานเพื่อรับ น้ำหนักของสะพาน เริ่มดำเนินการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2527 เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2530  

ลักษณะของตัวสะพาน 

          เนื่องจากสายทางด่วนเฉลิมมหานคร สายดาวคะนอง-ท่าเรือ ส่วนหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บริเวณวัดไทร ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำมีขนาดค่อนข้างกว้าง (ประมาณ 500 เมตร) และสองฝั่งแม่น้ำจะมีโกดังเก็บสินค้า ช่วงกลางแม่น้ำจะเป็นทุ่นจอดเรือเดินทะเลขนาดใหญ่รับ-ส่ง สินค้า ซึ่งกรมเจ้าท่าได้กำหนดว่าถ้าจะสร้าง สะพานข้ามแม่น้ำบริเวณดังกล่าวจะต้องมีตอม่ออยู่ในแม่น้ำลึกไม่เกิน 2.00 เมตร วัดจากระดับน้ำต่ำสุด (-1.73 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง "รทก") และ ท้องสะพานจะต้องสูงกว่าระดับสูงสุด (+2.17 "รทก") ไม่ต่ำกว่า 41.00 เมตร บริษัท Peter Fraenkel International Ing. Dr. Ing. Hellmut Homberg ซึ่งเป็นบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา และบริษัทออกแบบ ได้ออกแบบสะพานโดยมีตัวสะพานยาว 782 เมตร มีช่วงกลาง (Main Span) ยาว 450 เมตร ตัวสะพานมีความกว้าง 31-33 เมตร มีสายเคเบิ้ลขึงเป็นแบบระนาบเดี่ยว (Single Plane) จำนวนฝั่งละ 17 คู่ มีเสาตอม่อฝั่งละ 4 ต้น แต่ละต้นจะสูง 35-40 เมตร เสาขึงเคเบิ้ล (Pylon) ตั้งอยู่บนตอม่อริมน้ำสูง 87 เมตร ความลาดของสะพาน (Gradient) สูงสุด 5 เปอร์เซ็นต์ และเอียงออกด้านข้าง (Grossfall) 2.5 เปอร์เซ็นต์ ท้องสะพานสูงจากระดับน้ำสูงสุด 41 เมตร ทั้งสองข้างของตัวสะพานจะมีเชิงลาด (Bridge Approaches) 
ยาว 650 เมตร สำหรับฝั่งกรุงเทพฯ และ 630 เมตร สำหรับฝั่งธนบุรี การออกแบบเชิงลาดของสะพานเป็นรูป Double T เป็นคอนกรีต
อัดแรงมีความยาวช่วงละ 50 เมตร กว้าง 15 เมตร 2 เส้นทางคู่กัน  


โครงสร้างของสะพาน  

          โครงสร้างของสะพานแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ


               1. โครงสร้างตัวสะพาน (Superstructure) ประกอบด้วย ตัวสะพาน เสาขึง สายเคเบิ้ล เป็นเหล็กทั้งสิ้น มีรายละเอียดดังนี้  

                    - ตัวสะพาน (Bridge Deck) ประกอบด้วย

                          เหล็กแบบ Box Girder มีคานขวาง (Cross Girder) ทุก ๆ ระยะ 3.60 เมตร ตัวสะพานแบ่งตามความยาวของสะพานออกเป็น 2 ส่วนคือ ตัวสะพานซึ่งอยู่ระหว่างเสาขึงทั้งสองข้างมีความยาว 450 เมตร เรียกว่า Main Span เฉพาะช่วงของ Main Span มีรูปตัดเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูกว้าง 33 เมตร ช่วงของ Back Span มีรูปตัดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ในส่วนที่บรรจบกับ Main Span มีความกว้าง 33 เมตร และลดลงเป็น 31 เมตร เพื่อต่อกับเชิงลาดของสะพานภายในสะพานมีช่องทางเดินตลอดสะพาน แบ่งเป็น 3 ช่อง มีความสูง 4.00 เมตรเพื่อความสะดวกในการเดินสำรวจสภาพและซ่อมบำรุงภายในสะพาน  

                    - เสาขึง (Pylon) มี 2 ต้น

                         เป็นเสาเหล็กรูปหน้าตัดสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 3.00 x 4.50 เมตร ที่โคนเสาบนพื้นสะพาน และลดลงเป็น 2.50 x 3.00 เมตร ที่ยอดเสาสูง 87 เมตร เสาขึงนี้จะทำหน้าที่ยึดและรับแรงดึงจากสายเคเบิ้ลแล้วถ่ายน้ำหนักลงสู่เสา ตอม่อ (Pylon Pier) ภายในจะมีบันไดและลิฟท์เพื่อใช้ตรวจสอบและซ่อมบำรุง  

                    - สายเคเบิ้ล (Cable) ประกอบด้วย

                         เส้นลวด (Wire) ขนาดเล็กจำนวนมากขบกัน ในลักษณะบิดเป็นเกลียวรอบจุดศูนย์กลาง เรียกว่า Locked Coil Cable มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 121 - 167 มิลลิเมตร ความยาว 50-223 เมตร รวมจำนวน 4 ชุด ชุดละ 17 เส้นรวมทั้งหมด 68 เส้น สามารถรับแรงดึงได้ตั้งแต่ 1,500 - 3,000 ตัน  
 

               2. โครงสร้างฐานรากสะพาน (Substructure) ประกอบด้วย เสาตอม่อ แท่นหัวเข็ม เสาเข็ม ซึ่งล้วนแต่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มีรายละเอียด ดังนี้  

                    - เสาตอม่อ (Pier)

                         เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กจำนวน 8 ต้น ที่ฝั่งกรุงเทพฯ 4 ต้น ฝั่งธนบุรี 4 ต้น ตัวริมเรียกว่า Junction Pier (Po และ P7) เป็นเสาคู่ ถัดเข้ามาอีก 2 ตัว เรียกว่า Back Span Pier (P1, P2, P5 และ P6) เป็นเสาตันคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 3.2 x 18.0 เมตร สำหรับตอม่อริมน้ำ (P3 และ P4) มีขนาด 11.0 x 18.0 เมตร เป็นเสากลวงคอนกรีต เสริมเหล็กโดยมีผนังหนา 1.00 เมตรโดยรอบ

                    - เสาเข็ม (Bore Pile)

                         เป็นเสาเข็มเจาะคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.00 เมตร ลึกประมาณ –30 เมตร รทก ถึง –35 เมตร 
รทก จำนวนเสาเข็มสำหรับฐานรากริม, ฐานรากกลาง จำนวน 2 ฐาน และฐานรากเสาสูง 8, 8, 10 และ 64 ต้นตามลำดับ  

                    - แท่นปิดหัวเสาเข็ม (Pile Cap) 

                         เป็นแท่นคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อรองรับเสาสะพานสำหรับฐานรากริมฐานรากกลาง 2 ฐาน และฐานรากเสาสูงโดยมีขนาด 10 x 25 x 2.50 เมตร ขนาด 11 x 20 x 4.00 เมตรและขนาด 32 x 37 x 6.00 เมตร ตามลำดับ เฉพาะแท่นปิดหัวเสาเข็มของ 
ฐานรากเสาสูงจะมีขนาดใหญ่ที่สุดต้องใช้ปริมาณคอนกรีตถึง 7,000 ลูกบาศก์เมตร โดยเทต่อเนื่อง

» Sign up for e-News...Fill your email
EXAT Music Player